กลับมาแล้วววว
posted on 02 Jun 2008 21:19 by teabearสุดท้ายก็กลับมาสู่ความเป็นจริง
ตอนนี้ก็ไปเที่ยวแบบชิวๆไม่ค่อยสำเร็จเท่าไหร่
เพราะเพื่อนที่ภาคมันโทรมากวนให้ไปทำงาน
แต่ก็เลยตามเลย
หนีไปฝั่งพระนคร
เที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คนเดียว
เดินหลอนๆกลัวๆจิตตก
ทีแรกกะจะเดินข้ามสะพานปิ่นเกล้าแต่ก็ยังเกรงใจ
เพราะรองเท้ากัด
แต่กระนั้นเลยก็เดินดูพิพิธภัณฑ์ไปถึงสองชั่วโมง
รู้สึกว่าโลกเรามันหมุนช้าลงเวลาที่ได้เดินเล่นคนเดียว
ตอนกลับนั่งรถเมล์ไปพาต้า เรื่องก็เลยเกิดขึ้น...
รถเมล์คันนั้นว่างมากและเป็นสายที่เราไม่เคยขึ้น
แต่เราก็ใช้วิธีอ่านป้ายข้างรถประจำแหละว่ามันไปได้
ทีแรกก็นั่งคนเดียวหรอก
บังเอิญรถมันวนรอบสนามหลวงและแล้ว...
ก็มีชายคนหนึ่งมานั่งข้างเรา
เขาไม่ใส่รองเท้า สีหน้าไม่มีความรู้สึกใดๆ
แต่งชุดอยุ่บ้านทั้งเทือก
ทีแรกเรานึกว่าเขาจะไม่เต็ม แบบทั่วไป แต่เขา...
ควักเงินออกมาจ่ายค่ารถเมล์อย่างครบถ้วน
และเขาก็นั่งต่อไป...
พอดีถึงป้ายที่เราลง เขาก็หลบให้ แต่...
พอเราลุกออกมากลับไม่มีใครนั่งข้างเขาเลย
ทำไม นี่เป็นเหตุผลที่ฉันอยากรู้?
บางทีคนที่เราคุยด้วยทุกวันอาจจะบ้ากว่าเขาก็ได้
หรือตัวฉันเองอาจจะบ้ากว่าใครในโลกนี้
ช่วงนี้รู้สึกเฟลตกยังไงไม่รู้
เบื่อทุกอย่าง เบื่อมนุษย์ที่รู้จักทุกคน
เบื่อทุกอย่าง เบื่องานที่ต้องทำ
แต่ก็ไม่สามารถหนีความจริงได้
ทำไมถึงหนีไม่ได้ อะไรมันมัดเราไว้กันแน่?
ค่านิยม หรือ นิยมค่า ที่เราคิดไปเองว่าต้องเรียนจบป.เอก
ชีวิตถึงจะดีมีความสุข
เรียนไปแล้วได้อะไร
ได้แต่ความโกงที่สะสมในตัวทุกวันทุกวัน
ถ้าเป็นไปได้ฉันก็อยากเพียงแค่เฝ้าดูความเป็นไปที่น่าสมเพชของมนุษย์เราอย่างช้าๆ
เหมือนพระเจ้าที่สร้างเราให้เป็นตัวปัญหา
ก่อเรื่อง ทำลาย และอื่นๆอีกมากมายที่เราคิดว่ามันดีและเพื่อโลก
เช่นการใช้ถุงผ้าจอมปลอม
ผ้าอันที่จริงก็มาจากโรงงานทอผ้าที่ใช้เครื่องจักร
แล้วเครื่องใช้อะไร
ก็ใช้น้ำมัน
แล้วน้ำมันเอามาจากไหน
ก็จากโลกของเรานี่เอง
ทำลายกันทุกวัน ทุกวัน
บางทีฉันอาจคิดมากไปเอง
แต่มันก็น่าเบื่อจริงๆแหละ
ใครเป็นคนกำหนดชีวิตล่ะ
เรามีสิทธิมั้ย
ใครที่ลากเส้นให้เราเดินไปบนถนนทุกวัน
บางทีมันอาจเป็นแค่แรงดึงดูดที่ล่อเราให้เข้าไป
ตอนนี้ฉันอาจกำลังบ้าก็ได้
ไม่มีใครรู้
มีแต่ฉันเอง
หรืออีกคนในตัวฉันที่เรียกว่า จิตไร้สำนึก
นั่นแหละนะ
คุยกับตัวเองบางทีก็ดีกว่าเก็บไว้คนเดียว
เรื่องหลายเรื่องที่คนอื่นมักมองว่าเป็นเรื่องเล็ก
แต่สำหรับฉันมันเป็นเรื่องใหญ่เสมอ
ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าคงไม่มีใครเข้าใจฉัน
นอกจากตัวเอง
วันนี้อาจจะทำงานที่ภาคมากเกินไป
การอยู่กับคนหมู่มากอาจทำให้อาการจิตตกกำเริบ
บางทีควรจะไปพบจิตแพทย์ได้แล้ว
อาจเป็นโรคซึมเศร้าหรืออะไรซักอย่างที่แย่
*ใครที่ยังไม่เคยดู บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ขอให้ดู
แล้วเราจะกลายเป็นแค่เสี้ยวเล็กๆของโลก
ความทุกข์อาจเป็นเหมือนหลุมที่ทำให้เราตกลงไป
แต่กำลังใจจะเป็นเชือกให้เราปีนขึ้นไปเสมอ
ส่วนตอนนี้คงยังไม่มีเชือกสำหรับฉันหรือมันอาจถูกคนอื่นตัดขาดไปแล้วก็ได้
เหนื่อยหน่ายเหลือเกิน
อยากกลับไปเรียนม.ปลายเหลือเกิน
มหาลัยช่างทำร้ายจิตใจนัก
เบื่อและเซ็ง ไม่มีใครสนใจที่เราชอบ
มีแต่คนชอบให้เราสนใจ
ตอนนี้เหมือนคนที่เป็นใบ้และตาบอด
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าคนอื่นหรือมนุษย์ปกตินั้นเป็นอย่างไร
บางทีมันก็เป็นสิ่งที่ฉันคาใจหรือคิดไปเอง
ตั้งแต่ตอนตอบคำถามพรีเซนต์ที่ค่าย
ฉันตอบเรื่องวางผังเมืองที่มีคนถามซ้ำถึง 3 รอบโดยไม่บ่น
สุดท้ายคำถามที่ว่า "ถ้าย้ายเมืองหลวงจากกทม.ไปที่อื่นจะเป็นยังไง ดีมั้ย?"
ปากฉันก็โพล่งตอบไปว่า "ก็คงจะไม่ดีค่ะ เพราะมันเสียความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ที่เคยเป็นคนเมืองหลวง"
เท่านั้นแหละเสียงโห่ก็ดังขึ้น
ฉันเกลียดมากที่สุด
การที่ไม่ช่วยแล้วยังมาซ้ำเติม
ฉันรู้ว่ามันอาจจะฟังดูโง่และเป็นความคิดเด็กๆ
แต่มันก็จริงนี่...หรือเปล่า?
พอฉันรู้ว่ามันเริ่มไม่ดี ฉันก็ให้อีกคนมาตอบคำถามแทน
แต่กลับมีเสียงว่า "นั่นไง ส่งไมค์เลยนะ"
เรื่องอะไร หนักหัวมันรึไงที่ฉันจะให้คนอื่นตอบบ้าง
ฉันไม่ได้โยนหน้าที่ให้ใคร
ไม่ได้ทำอะไรผิด
ทำไมต้องมีคนพูดอย่างนี้ด้วย เขาอาจนึกว่าฉันไม่ได้ยินเสียง 1 เสียงของเขา
แต่ในใจฉันมันแตกเป็นสิบๆเสี่ยงเพราะ 1 เสียงงี่เง่าในวันนั้น
เบื่อคนที่คิดแคบๆ
อยู่แต่กับสาขาที่ตัวเรียน
อยากอวดภูมิกันนักก็เชิญ
ฉันขออยูอย่างเงียบๆดีกว่า
บางทีฉันอาจจะเซนสิทีฟไป
แต่คนที่ดีย่อมไม่ทำร้ายจิตใจคนอื่น
วันนี้ฉันได้ของขวัญจากเพื่อน 1 ชิ้น
แม้ว่าจะเป็นแค่ต้นไม้เล็กๆที่ทับบนกระดาษ
แต่ฉันก็ดีใจที่เขาไม่ลืมฉัน
ฉันไม่ใช่แค่เงาดำๆที่ใครๆก็ไม่รู้จัก
แต่วันนี้ก็มีเรื่องให้ฉันไม่เข้าใจ
การที่เป็นห่วงคนอื่นมันผิดใช่มั้ย
ฉันถามเพื่อนๆที่ภาคว่า "มีใครกินเผ็ดไม่ได้มั้ย?"
แต่ทุกคนกลับหัวเราะและบอกว่าแล้วจะทำยังไง
เห็นมันเป็นเรื่องตลก
นอกจากนั้นยังไม่พอ ฉันรู้สึกแย่มาก
เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำไปในช่วงปิดเทอม
เหมือนเป็นแค่หมอกควันจางๆที่ไม่มีใครเห็น
บางทีก็ท้อ เราทำเพื่ออะไร
เพื่อใคร และทำไม?
วันนี้กลับบ้านนั่งรถมา ภาวนาให้ถึงบ้านเร็วๆ
ทั้งที่ทุกวันอยากนั่งรถนานๆเพื่อที่จะได้ดูวิวข้างถนนนานๆ
เหนื่อยเหลือเกิน ไม่อยากกินอะไร
อยากนอน และคิดว่าพรุ่งนี้จะดี
นอนและฝันดี
จนถึงพรุ่งนี้เช้า
จนกว่าเวลา 24 ชั่วโมงจะหมดไปอย่างรวดเร็ว
ความเศร้ามันกัดกินเกินกว่าที่ฉันจะเก็บไว้
รู้สึกไร้ค่าและอ่อนด้อย
ตัวเรานั้นก็มีอวัยวะครบ 32
แต่กลับดูโง่งมและไม่รู้ประสา
ทุกคนมองเราว่าเป็นอะไร
รุ่นพี่และอาจารย์มองเราเป็นเด็กน้อยที่ไร้สมอง
เพื่อนๆมองเราเป็นรูปเคารพที่ควรบูชา และทำราวกับเราเป็นปูชนียบุคคล
ทั้งที่ฉันก็เป็นแค่คนธรรมดา อายุ 20 เท่านั้น
ที่ฉันต้องการแค่เพื่อนเท่านั้น คนที่เดินไปด้วยกัน ไม่ใช่คนที่เดินตาม
วันนี้แม้ว่าฉันจะมีเพื่อนเดินคุยด้วย
หัวเราะและเริงร่า
แต่ในใจกลับคิดว่าฉันเดินอยู่คนเดียว
ใช้ชีวิตบนทางที่ไม่มีใคร
ความฝันของฉันมันอาจไม่ใช่สิ่งที่ทำในตอนนี้
สิ่งที่ฉันอยากทำมากที่สุดก็แค่ใช้ชีวิตเรียบง่าย
อยุ่และตายอย่างสงบ
แต่โลกปัจจุบันมันช่างวกวน
สักวันหนึ่งฉันอาจจะรับมันไม่ได้
เบื่อเหลือเกิน
แม้ว่าจะให้กำลังใจตัวเองและปรับตัวเท่าใด
มันก็ไม่ดีขึ้นเลย
ตอนนี้คิดว่าการอยู่คนเดียวคงดีที่สุด
ในห้องที่มีเพลงที่อยากฟังเล่นซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่มีวันจบ
ทิ้งโลกอดีต ปัจจุบัน และอนาคตไว้
วันพรุ่งนี้จะเป็นวันของฉันหรือเปล่านะ?
หรือความโชคร้ายอาจเลือกฉันให้เป็นเพื่อนคุยแก้เหงา?
รวมทั้งความโชคดีที่อาจแวะมาทักทายฉันโดยไม่ได้ตั้งใจ
ตอนนี้ฉันกำลังพูดเรื่องอะไรอยู่
ไม่อาจรู้ได้...
ชีวิตคนเรามันก็แบบนี้แหละมั้ง
ต้องมีซักช่วงเวลานึงที่เฟลจนตกเหวไปเลย
เหมือนไม่มีใครดีซักคน
ใจเย็นๆไว้แล้วเรื่องทุกอย่างมันจะดีขึ้นเองน้า ^^
อะไรไม่ดีก็อย่าไปคิดถึงมันเลย ทำตัวชิลๆเข้าไว้ๆ
+++
#1 By __ _Miinnii ,, ** on 2008-06-02 22:45